โซเดียม (SODIUM)

Category: เกลือแร่ / November 27, 2014

โซเดียม  (SODIUM) 

โซเดียม เป็นแร่ธาตุที่จำเป็นทำงานร่วมกับโปตัสเซียม และคลอไรด์ ที่ของเหลวภายนอกเซลล์ เพื่อควบคุมดุลยภาพของแรงออสโมติค และปริมาตรของของเหลว ไตทำหน้าที่ควบคุมสมดุลของ โซเดียม ในเลือดโดยมีอัลโดสเตอโรน ซึ่งเป็นฮอร์โมนจากต่อมแอดรีนัลเป็นตัวควบคุมอีกตัวหนึ่ง  โซเดียม ที่มากเกินไปจะถูกขับออกมาทางปัสสาวะ การขาด โซเดียม ไม่ค่อยพบ เนื่องจากอาหารส่วนมากจะมี โซเดียม  และเกลือแกงที่ใส่ลงไปในอาหารอีกด้วย การมีเหงื่อออกมากเกินไป ท้องร่วง หรือการใช้ยาขับปัสสาวะเป็นเวลานานๆ อาจทำให้ โซเดียม ในร่างกายลดน้อยลง ทำให้เกิดอาการขาด โซเดียม ได้ อาจแสดงอาการดังนี้ คือคลื่นไส้ กล้ามเนื้อไม่มีแรง เหน็บ หรือ ตะคิว ปวดหัว โรคทางจิต อาจเกิดภาวะ ความดันเลือดต่ำ ปริมาณเลือดน้อย ระบบทางเดินหายใจทำงานล้มเหลว
การมี โซเดียม มากเกินไปจะเป็นอันตรายต่อ ร่างกาย ซึ่งพบในคนที่สูญเสียน้ำมาก หรือได้รับน้ำในปริมาณที่จำกัด และในคนที่เป็นโรคเกี่ยวกับไตทำงานไม่ปรกติ ( nephrotic syndrome ) จึงทำให้มีการคั่งของ โซเดียม ความผิดปรกติที่พบแสดงอาการดังนี้คือ ร่างกายอยู่ในสภาวะบวมน้ำ อาจจะแสดงลักษณะรู้สึกเหนื่อยตลอดเวลา ระดับเกลือแร่ในเลือดสูงเกินไปจะทำให้เลือดแข็งตัวได้ ซึ่งนำไปสู่ภาวะต่างๆ ที่เป็นอันตรายต่อร่างกาย เช่น เส้นเลือดในสมองตีบตัน ไตวาย หัวใจวาย และยัง สนับสนุนให้ความดันเลือดสูง  โซเดียม พบมากในอาหารแทบทุกชนิด โดยเฉพาะ โซเดียม คลอไรด์หรือเกลือและพบมากที่สุดในอาหารทะเล ปลา และเนื้อ สาหร่ายทะเลก็เป็นแหล่งของ โซเดียม ที่ดี

    * ข้อมูลทั่วไป
          o  โซเดียม  เป็นเกลือแร่ที่มีคุณสมบัติเป็นด่าง มีความจำเป็นเกี่ยวกับของเหลวภายในร่างกาย นอกเหนือไปจากคลอไรน์ แคลเซียม แมกนีเซียม ฟอสฟอรัส และโปรตัสเซียม
          o ในจำนวนเกลือแร่ที่มีทั้งหมดในร่างกาย ประกอบด้วย  โซเดียม  2% โปรตัสเซียม 5% และคลอไรน์ 3% โดย โซเดียม และคลอไรน์ จะอยู่ในรูปของเหลวซึ่งหุ้มรอบนอกผนังเซลล์ส่วนในผนังเซลล์จะประกอบด้วย  โซเดียม และโปรตัสเซียมเป็นส่วนใหญ่ ของเหลวรอบนอกผนังเซลล์จะทำหน้าที่ควบคุมสมดุลยภาพและปริมาตรของของเหลว ด้วยแรงซึมผ่านผนังเซลล์ ( OSMOTIC PRESSURE) ส่วนไตทำหน้าที่ควบคุมความสมดุลของ โซเดียม ในเลือด โดยการควบคุมของฮอร์โมนจากต่อมอะดรีนัล ซึ่งเรียกว่า อัลโดสเตอรอน ( ADOSTERONE ) อีกทีหนึ่ง
          o  โซเดียม ที่เกินความต้องการ ไตจะขับออกทางปัสสาวะและจะออกทางเหงื่อเป็นที่น่าสังเกตอย่างยิ่งว่า โซเดียม  ที่ขับออกทางปัสสาวะจะเป็นตัวชี้ระดับของ โซเดียม ในร่างกาย ถ้ามี โซเดียม ในปัสสาวะสูงหมายถึงมี โซเดียม มากในร่างกายมาก และถ้ามี โซเดียม ในปัสสาวะน้อยแสดงว่ามี โซเดียม ในร่างกายน้อยเช่นกัน


    * ประโยชน์ต่อร่างกาย
          o เกี่ยว ข้องกับการรักษาสมดุลกรดด่าง โดย โซเดียม ไบคาร์บอเนต และ โซเดียม ฟอสเฟต ทำหน้าที่เป็นบัฟเฟอร์ที่สำคัญของเลือด ช่วยรักษาความเป็นกรด ด่างของเลือดให้คงที่
          o ควบคุมสมดุลระหว่างแคลเซียม และโปตัสเซียม เพื่อควบคุมหัวใจให้ทำหน้าที่ปกติและสม่ำเสมอ
          o เกี่ยวข้องกับการหดตัวของกล้ามเนื้อ โดย โซเดียม ช่วยการส่งผ่านสัญญาณประสาท ( nerve impulse ) ไปยังกล้ามเนื้อเพื่อให้หดตัว
          o ช่วยรักษาให้แร่ธาตุอื่นที่มีอยู่ในเลือดละลาย เพื่อจะได้ไม่เกิดการจับเกาะตัวภายในเลือด
          o ทำงานร่วมกับคลอรีน ช่วยชำระล้างคาร์บอนไดออกไซด์ออกจากระบบ ส่งเสริมสุขภาพของเลือด น้ำเหลือง ให้อยู่ในสภาพที่สมบูรณ์
          o ทำ หน้าที่ร่วมกับโปตัสเซียมในการควบคุมสมดุลน้ำและของสมดุลของเหลวภายในร่าง กาย โดย โซเดียม ในรูปแคทไออนจะรักษาความดันออสโมติคภายนอกเซลล์และโปตัสเซียมใน รูปแคทไออนรักษาความดันออสโมติคภายในเซลล์
          o เกี่ยวข้องกับการซึมผ่านของสาร และการดูดซึมสารอาหารเข้าเซลล์
          o ช่วยฟอกคาร์บอนไดออกไซด์จากร่างกายและช่วยในการย่อย
          o จำเป็นสำหรับการผลิตกรดไฮโดรคลอริคในกระเพาะอาหารและช่วยระบบการย่อยอาหาร
          o ช่วยในการขนส่งกลูโคสผ่านเยื่อเซลล์
          o กระตุ้นประสาทให้ทำงาน และเป็นตัวเก็บเกลือแร่อื่นๆให้อยู่ในร่างกาย


    * แหล่งที่พบ
          o  โซเดียม  พบมากในอาหารแทบทุกชนิด โดยเฉพาะ โซเดียม คลอไรด์หรือเกลือและพบมากที่สุดในอาหารทะเล ปลา และเนื้อ สาหร่ายทะเลก็เป็นแหล่งของ โซเดียม ที่ดี นอกจากนี้จะพบในไข่ นมสด เนย เนยแข็ง น้ำมันพืช เมล็ดงา เมล็ดทานตะวัน ข้าวเจ้า รำข้าวสาลี ผักต่างๆ เช่น ผักคะน้า กะหล่ำปลี มะเขือเทศ แครอท หัวบีท ถั่วลันเตา มะม่วง หิมพานต์ และผลไม้สด เช่น มะม่วง สับปะรด เป็นต้น


    * ปริมาณที่แนะนำ
          o ความต้องการของร่างกายต่อวัน
            ทารก
            3 -5 เดือน               115-350 มิลลิกรัม
            เด็ก
            6 - 11 เดือน            250-750 มิลลิกรัม
            1 - 3 ปี                  325-975 มิลลิกรัม
            4 - 6 ปี                450-1300 มิลลิกรัม
            7 - 9 ปี                600-1800 มิลลิกรัม
            10 - 19 ปี            900-1700 มิลลิกรัม
            ผู้ใหญ่                 1100-3300 มิลลิกรัม


    * ผลของการขาด
          o การ ขาดมักจะไม่ปรากฎ เพราะอาหารทุกอย่างมี โซเดียม  โดยเฉพาะในเนื้อสัตว์จะมีปริมาณมาก นอกจากนี้ไตสามารถดูดซึมกลับเมื่อ โซเดียม ในของเหลวภายในร่างกายต่ำลง ยกเว้นในกรณี ท้องเดินอาเจียนอย่างรุนแรงเหงื่อออกมาก ถ้าอัตราการสูญเสีย โซเดียม สูงกว่าการเสียน้ำ จะทำให้ปริมาณ โซเดียม ในน้ำนอกเซลล์ลดลงมากกว่าปกติมีผลให้ความดันออสโมติ คของของเหลวนอกเซลล์ลดลง น้ำในของเหลวนอกเซลล์จะเคลื่อนเข้าสู่ฃองเหลวภายในเซลล์เพื่อที่ความมดันออ สโมติคของของเหลวภายนอกเซลล์จะได้สูงขึ้น เมื่อปริมาตรของของเหลวนอกเซลล์และพลาสมาลดลงความเข้มข้นของเม็ดเลือดแดงจะ เพิ่มขึ้นซึ่งเป็นสาเหตุทำให้อ่อนเพลีย คลื่นไส้ ระบบประสาทผิดปกติ ความดันโลหิตลดลง และชีพจรจะเต้นเร็วขึ้น การทำงานของกล้ามเนื้อผิดปกติ ทำให้เป็นตะคริว ถ้าสูญเสีย โซเดียม ออกจากร่างกายมากๆ ทำให้ระบบไหลเวียนของเลือดและหัวใจล้มเหลวได้


    * ผลของการได้รับมากไป
          o การมี โซเดียม มากเกินไปจะเป็นอันตรายต่อร่างกาย ซึ่งพบในคนที่สูญเสียน้ำมาก หรือได้รับน้ำในปริมาณที่จำกัด และในคนที่เป็นโรคเกี่ยวกับไตทำงานไม่ปรกติ ( nephrotic syndrome ) จึงทำให้มีการคั่งของ โซเดียม ความผิดปรกติที่พบ คือ
                + ร่างกายอยู่ในสภาวะบวมน้ำ
                + เป็นสาเหตุให้สูญเสียโปตัสเซียมออกไปทางปัสสาวะเพิ่มขึ้น ทำให้ร็สึกเหนื่อยตลอดเวลา
                + การ เก็บน้ำภายในร่างกายผิดปรกติ เพราะการได้รับเกลือมากจะทำให้ปัสสาวะบ่อยขึ้น น้ำส่วนต่างๆของร่างกายถูกขับออกทางปัสสาวะเกิดภาวะคล้ายคนเป็นลมแดด
                + ระดับเกลือแร่ในเลือดสูงเกินไปตจะทำให้เลือดแข็ง ตัวได้ ซึ่งนำไปสู่ภาวะต่างๆ ที่เป็นอันตรายต่อร่างกาย เช่น เส้นเลือดในสมองตีบตัน ไตวาย หัวใจวาย
                + สนับสนุนให้ความดันเลือดสูง


    * ข้อมูลอื่นๆ
          o การดูดซึม
                + ร่าง กายได้รับ โซเดียม ส่วนใหญ่จากอาหารในรูปของเกลือคลอไรด์ ประมาณร้อยละ 95 ของ โซเดียม ที่กินเข้าไปจะถูกดูดซึมที่ลำไส้เล็กตอนต้น การดูดซึม โซเดียม ต้องการพลังงาน หลังจากดูดซึม โซเดียม จะถูกส่งไปที่ไตโดยเลือด ซึ่งไตทำหน้าที่ควบคุมระดับ โซเดียม ในร่างกาย โดยไตจะกรองและส่งกลับไปที่เลือดในปริมาณที่ต้องการเพื่อที่จะรักษาระดับที่ ร่างกายต้องการ ตามปรกติร้อยละ 90-95 ของ โซเดียม ที่บริโภคเข้าไปจะถูกขับออกทางปัสสาวะ มีจำนวนเล็กน้อยที่ขับออกทางผิวหนังและอุจจาระ อัลโดสเทอโรน ( aldosterone ) ซึ่งเป็นฮอร์โมนขับจากต่อมหมวกไต เป็นฮอร์โมนที่ควบคุมความเข้มข้นของ โซเดียม ในของเหลวนอกเซลล์ ถ้าความเข้มข้นของ โซเดียม ในของเหลวต่ำลงจะมีการกระต้นให้มีการผลิตฮอร์โมน อัลโดสเทอโรนเพิ่มขึ้น ฮอร์โมนจะผ่านกระแสโลหิตเข้าไปในไต ซึ่งจะมีผลให้การดูดซึมกลับของ โซเดียม เพิ่มขึ้น การได้รับเกลือจากอาหารมากจะไปรบกวนการดูดซึมและการใช้อาหาร โดยเฉพาะอาหารโปรตีน การอาเจียน ท้องเดิน หรือเหงื่อออกมากมีผลทำให้ โซเดียม ถูกกำจัดระดับของ โซเดียม ในปัสสาวะจะสะท้อน ถึงอาหารที่บริโภค ถ้าบริโภคอาหารที่มี โซเดียม สูง อัตราการขับถ่าย โซเดียม ออกทางปัสสาวะจะสูงด้วย และถ้าบริโภค โซเดียม ต่ำอัตราการขับ โซเดียม ก็จะต่ำด้วย
                + การขับ โซเดียม ออกทางผิวหนัง จุดประสงค์เพื่อระบายความร้อน และรักษาอุณหภูมิของร่างกายให้คงที่ปริมาณของ โซเดียม ที่ถูกขับออกไปกับ เหงื่อขึ้นอยู่กับอุณหภูมิ สิ่งแวดล้อม อากาศร้อน เป็นไข้ หรือออกกำลังกายมากร่างกายจะเสีย โซเดียม มาก
          o อาหารหรือสารเสริมฤทธิ์
                + คลอไรน์ แคลเซียม แมกนีเซียม ฟอสฟอรัส และโปตัสเซียม
                + วิตามินดี
          o อาหารหรือสารที่ต้านฤทธิ์
                + นีโอไมซิน ยาต้านเชื้อแบคทีเรีย หรือยาปฏิชีวนะ
                + ยาโคลซิซิน ยารักษาโรคเกาต์
                + ยาดังกล่าวนี้จะเพิ่มการขับถ่ายอุจจาระมากขึ้น ดังนั้นยาพวกนี้ไม่ควรรับประทานร่วมกับ โซเดียม
          o การประเมิน
                + การ ประเมินภาวะ โซเดียม ในร่างกายโโยวิธีการวิเคราะห์ปริมาณ โซเดียม ในปัสสาวะที่ เก็บในรอบ 24 ชั่วโมง สามารถประเมินปริมาณ โซเดียม ในอาหารที่บริโภคได้สูงถึง 95-98% แต่ปริมาณ โซเดียม ในปัสสาวะของแต่ละบุคคลมีความแตกต่างกันมากในแต่ละวัน คือจะมีค่าความแตกต่างสูงถึงประมาณ 30 % การเก็บปัสสาวะในรอบ 24 ชั่วโมง ของแต่ละบุคคลในบางครั้งเชื่อถือไม่ได้ จะต้องมีการติดตามควบคุมอย่างใกล้ชิด ฉะนั้นการประเมินภาวะ โซเดียม ในปัสสาวะ จะต้องทำการประเมินหลายๆวัน เพื่อที่จะให้ได้ค่าที่ถูกต้องที่สุด
                + ในการทำการศึกษาวิจัยเกี่ยว กับปริมาณ โซเดียม และความดันโลหิต คณะผู้ได้ทดลองใช้สารเคมี para aminobenzoic acid ( PABA ) เป็น marker โดยให้ผู้ที่มารับการทดสอบรับประทาน PABA ในปริมาณที่ทราบน้ำหนักที่แน่นอน ก่อนเริ่มเก็บปัสสาวะ เมื่อเก็บปัสสาวะเสร็จแล้ว ตรวจสอบว่าเก็บปัสสาวะครบ 24 ชั่วโมงจริงหรือไม่ โดยการวิเคราะห์หาปริมาณ PABA ที่ถูกขับถ่ายออกมาในปัสสาวะด้วย จากการทดสอบโดยใช้ PABA เป็น marker ทำให้ลดจำนวนของผู้ที่มารับการทดสอบลงได้ โดยที่ไม่ต้องเผื่อจำนวนผู้ที่มารับการทดสอบเอาไว้เพื่อทิ้งไปในรายที่ไม่ แน่ใจว่าจะเก็บปัสสาวะได้ครบถ้วนหรือไม่ ตั้งแต่เริ่มโครงการ และได้ผลของการประเมินที่ค่อนข้างถูกต้อง ทั้งนี้ จะต้องทำความเข้าใจและขอความร่วมมือจากผู้ที่มารับการทดสอบให้เป็นที่พอใจ กันเสียก่อนเริ่มการเก็บตัวอย่าง

Thank for sharing!